เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 15 เมษายน 2026 at 21:31.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ พวกเราทั้งหมดก็เพิ่งจะผ่าน "สงคราม" หรือว่า "สงกรานต์" ? เพิ่งจะผ่านสงกรานต์กันมา สำหรับคนอื่นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่กระผม/อาตมภาพรู้สึกว่ากรอบไปทั้งตัว

    เหตุก็เพราะว่าก่อนงานนี้ก็ต้องรบกับโครงการธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษา เป็นระยะเวลา ๑๒ วันเต็ม ๆ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ - ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙

    พอวันที่ ๓๑ มีนาคมก็บวชสามเณรภาคฤดูร้อน แล้วก็ต้องรบกับสามเณรต่อจนถึงวันที่ ๑๐ เมษายน ซึ่งยังมีส่วนหนึ่งที่อยู่มาจนทุกวันนี้

    จากนั้นวันที่ ๑๑ เมษายนจนถึงวันนี้ ก็เป็นการบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติช่วงสงกรานต์ ในระหว่างนั้นยังมีการวิ่งงานภายนอกอีกต่างหาก จึงทำให้รู้สึกว่าร่างกายล้าไปหมด ไม่ทราบเหมือนกันว่าพวกเราเป็นอย่างไร ? แต่คนแก่อย่างกระผม/อาตมภาพรู้สึกว่ากรอบเป็นข้าวเกรียบ พูดง่าย ๆ ว่าใครแตะนิดเดียวก็น่าจะพร้อมที่จะล้มแล้ว..!

    เพียงแต่ว่าเรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว เป็นหน้าที่ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องเพราะว่างานพระพุทธศาสนาและงานคณะสงฆ์นั้น ถ้าหากว่าไม่มีใครที่เป็นหลักได้ ก็จะวิปริตผิดเพี้ยนไปเรื่อย โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นเรื่องของพระวินัย ซึ่งเราท่านทั้งหลายที่เป็นพระภิกษุก็รู้ดีว่าผิดแล้วผิดเลย แต่ในปัจจุบันผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ต้องรอให้ศาลตัดสินเสียก่อน พอศาลชั้นต้นตัดสินก็อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตัดสินก็ฎีกา ศาลฎีกาตัดสิน อาจจะมีการฟ้องศาลปกครองต่อไปอีก..!

    ดังนั้น..จะว่าไปแล้ว กระผม/อาตมภาพเองเวลาอ่านพระไตรปิฎก โดยเฉพาะในส่วนของพระวินัยปิฎก แม้ว่าพระในสมัยนั้นท่านจะ "กะล่อน" ก็คือมุดไปได้ทุกช่องว่าง แต่มีความดีอยู่ตรงที่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "ดูก่อน..โมฆะบุรุษ เธอได้กระทำอย่างนั้นจริงหรือ ?" ท่านก็ยอมรับว่า "จริงพระเจ้าข้า"
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    ตรงส่วนนี้ในปัจจุบันของเรา ถ้าหากว่าไม่มีใครที่เป็นหลักได้ ก็จะทำให้ความผิดเพี้ยนมีมากขึ้นไปเรื่อย ดังนั้น..ทุกท่านจะเห็นว่าถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่ไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะในส่วนของคณะสงฆ์ กระผม/อาตมภาพก็ต้องออกมาพูด แม้ว่าไม่สามารถทำให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนทุกท่านได้รับรู้ได้เข้าใจเหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็ให้บรรดา FC วัดท่าขนุน ได้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด

    แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีบุคคลบางประเภทที่มืดหน้าตามัว ไม่ฟังคำเตือน แถมยังมีการมาด่าทออีกต่างหาก..! เรื่องพวกนี้ก็ต้องยอมรับสภาพ เนื่องเพราะว่า
    ถ้าไม่ทำงาน ก็ไม่โดนด่า แต่ศาสนาจะไปต่อไม่ได้..!

    เรื่องของการศาสนาและการคณะสงฆ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ โดยเฉพาะต้องยึดพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ ไม่ใช่ยึดกระแส หรือว่าไปยึดในสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากพระธรรมวินัย ซึ่งแม้กระทั่งกฎหมายที่ออกมาในภายหลัง อย่างเช่นว่ามติมหาเถรสมาคม หรือว่ากฎมหาเถรสมาคมบางอย่าง ก็ค้านกับพระธรรมวินัย อย่างเช่นว่าถ้าพระภิกษุต้องคดีอาญาถึงขนาดต้องจำคุก ก็ถือว่าให้สึกหาลาเพศไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แล้ว..!

    เพราะพระธรรมวินัยระบุไว้ชัดว่า จะต้องกล่าวคำขอลาสิกขาด้วยตนเอง ต่อหน้าบุคคลผู้รู้เดียงสา ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการสึกหาลาเพศที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าไม่มีใครกล้าพูดกล้ากล่าวในจุดนี้ จึงปล่อยให้เรื่องที่คัดค้านพระธรรมวินัยปรากฏขึ้น แล้วก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน..!

    ในส่วนนี้เราท่านทั้งหลายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาให้ชัดเจน ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายอ่านในพระไตรปิฎก ก็จะเห็นว่า
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้เป็นเถระ พรรษาพ้น ๑๐ รู้พระธรรมวินัยครบถ้วน เป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทกุลบตรได้

    ในปัจจุบันนี้เรามีกฎเกณฑ์ว่าจะต้องสอบก่อน ถ้าสอบผ่านทุกระดับ จากระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับภาค ซึ่งปัจจุบันนี้ขาดระดับหน ไปเป็นระดับประเทศเลย ถึงจะเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ แต่ว่าตรงนี้ก็ยังรับรองแน่นอนไม่ได้ว่า ท่านจะรู้พระธรรมวินัยครบถ้วน เนื่องเพราะคำว่ารู้พระธรรมวินัยครบถ้วน ไม่ได้แปลว่ารู้และทำข้อสอบได้ครบถ้วน..!

    ดังนั้น..เรื่องทั้งหลายเหล่านี้บางอย่างก็มีความลักลั่นกัน และบุคคลที่จะสามารถออกมาบอกกล่าวในสิ่งที่ถูกต้องก็มีน้อยลงไปเรื่อย โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ไปเน้นในเรื่องของการศึกษาทางโลก ไม่ว่าจะเป็นเปรียญธรรม หรือว่าเป็นปริญญาก็ตาม ในส่วนของการศึกษาทางโลก ถ้าขาดการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ต่อให้เราแปลพระไตรปิฎกได้ทุกคำก็ยังอาจจะตีความผิด..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,169
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,087
    ค่าพลัง:
    +26,900
    ถ้าดูการศึกษาของประเทศข้างเคียงคือพม่า พระภิกษุของเขาจบธัมมะจริยะ ซึ่งมีอยู่ ๘ ประโยค ซึ่งเทียบเท่าประโยค ๙ ของบ้านเรา จะต้องปฏิบัติกรรมฐานก่อน ๔ เดือน ก็คือนั่ง ๑ เดือน ยืน ๑ เดือน เดิน ๑ เดือน นอน ๑ เดือน ถ้าหากว่าไม่ผ่านการปฏิบัติกรรมฐาน ๔ เดือน ก็ไม่ถือว่าจบธรรมจริยะ ซึ่งตรงนี้บ้านเราไม่มี

    แล้วบ้านเขาเมื่อจบธัมมะจริยะแล้วยังมีการศึกษาที่เรียกว่า "บาลีปารคู" ก็คือใช้ภาษาบาลีในชีวิตประจำวัน พูดง่าย ๆ ว่าสนทนากันเป็นภาษาบาลี แล้วยังมีการสอบผู้ทรงพระไตรปิฎกอีกต่างหาก ส่วนบ้านเราถ้าจบประโยค ๙ แล้ว ไม่มีการศึกษาต่อ ยกเว้นว่าจะไปศึกษาทางโลก ก็คือระดับปริญญาโท ปริญญาเอกแทน

    ดังนั้น..
    ในเรื่องของการศึกษาตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องเรียนทั้งสองทาง ก็คือทั้งปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป เพียงแต่ว่าถ้าใครเริ่มจากปฏิบัติ โอกาสที่จะไปเรียนปริยัติก็ยากแล้ว เพราะว่าถ้าจิตเข้าถึงความสงบ ก็จะไม่ไปสนใจวุ่นวายกับการเรียนอื่นอีก

    ถ้าหากว่าจะเรียนก็เร่งเรียนนักธรรมบาลีไปก่อน จบนักธรรมเอกได้ประโยค ๓ แล้วก็มาทุ่มเทให้กับการปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในส่วนของวินัยปิฎก ต้องศึกษาทบทวนอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่ทราบหรืออาจจะรู้ไม่ทั่ว ว่าการกระทำแบบนี้ผิดพระธรรมวินัย โดยเฉพาะถ้าไปผิดในครุกาบัติ ก็คือในอาบัติหนักในส่วนที่แก้ไขไม่ได้ เราท่านก็อาจจะขาดความเป็นพระไปเลย กลายเป็น "อภัพพบุคคล" ที่ปฏิบัติธรรมให้ตาย ก็เข้าสู่พระนิพพานในชาตินี้ไม่ได้..!

    ดังนั้น..ในส่วนของงานที่ผ่านมา แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยประการใดก็ตาม กระผม/อาตมภาพถือว่าทำเพื่อคณะสงฆ์ ทำเพื่อพระพุทธศาสนา ส่วนท่านทั้งหลายจะทำเพื่อใคร จะศึกษาเพื่อใคร ก็แล้วแต่จะพิจารณาและปฏิบัติกันเอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...