ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,657
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มันเริ่มแล้วจริงๆ

    แคนาดา เพิ่งกลายเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 ที่ เข้าสู่ Technical Recession อีกรอบหลังวิกฤตหลังโควิด-19 ครับ

    ตัวเลข GDP 1Q2026 หดตัว -0.1% ต่อจากไตรมาส 4 ปี 2025 ที่หดตัวไปแล้ว -1.0% ทำให้เกิดการหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน

    นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไตรมาส 1 แคนนาดาจะโตถึง +1.5% แต่ความจริงคือ… ติดลบแบบไม่ทันตั้งตัว (ถึงแม้จะลบแค่ -0.1% ก็เถอะ)

    -------------------------

    ปัญหาที่สะสมมานาน และ โดนซ้ำเติมจากสงครามอิหร่าน

    แต่ก็ต้องบอกแบบนี้ครับว่า แคนาดาไม่ได้เพิ่งเจอปัญหาเมื่อไตรมาส 1 ที่ผ่านมานะครับ แต่เขาเจอปัญหาเรื้อรังมาซักพักแล้ว

    เศรษฐกิจแคนาดาพึ่งพาการส่งออกไปยัง สหรัฐฯ สูงถึง 75% ของการส่งออกทั้งหมด

    ถ้านับตั้งแต่สงครามการค้ารอบใหม่ของทรัมป์เริ่มขึ้น แคนาดาโดนภาษีนำเข้าที่หนักหน่วง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ป่าไม้ และยานยนต์

    ผลคือ ปีที่แล้ว เจออัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง
    ลามไปยังตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัวรุนแรง
    ตามมมาหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์

    และพอเข้าเดือนมี.ค. สงครามในตะวันออกกลาง ก็มาซ้ำเติมอีก

    ผลจากสงครามที่เห็นชัดเจนคือ ราคาน้ำมันพุ่งสูงทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของแคนาดาพุ่งขึ้นไปอีก

    ง่ายๆเลยคือ ชาวแคนาดากำลังใช้เงินมากขึ้น แต่รายได้ไม่เพิ่มตาม ข้อมูลจากรัฐบาลแคนนาดาเอง บอกว่า ตอนนี้ อัตราการออมลดลงเหลือเพียง 3.5% (ต่ำสุดในรอบหลายปี)

    -------------------------------

    นี่ไม่ใช่เรื่องของแคนนาดาประเทศเดียวครับ ในความเห็นผมนะ

    แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนสำหรับเศรษฐกิจโลกในภาพรวมเลย

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับแคนาดา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น สัญญาณแรก ที่ชัดเจนว่า “สงคราม” (ทั้งการค้าและการทหาร) กำลังส่งผลกระทบจริงจังต่อเศรษฐกิจโลกแล้ว

    ราคาพลังงานที่สูงขึ้น → ต้นทุนการผลิตเพิ่ม → เงินเฟ้อเรื้อรัง → ผู้บริโภคอ่อนแอ → เศรษฐกิจชะลอตัว

    consequence ที่ตามมาแบบนี้ ไม่ใช่แค่คำขู่ของนักเศรษฐสาตร์ ... แคนาดาน่าจะเป็นเพียง “คนแรก” ที่ตัวเลขออกมา

    และหลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและนำเข้าพลังงาน อาจตามมาในไม่ช้า

    คำถามต่อมาที่น่าสนใจคือ ประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจ คล้ายแคนาดา (ส่งออกไปสหรัฐฯ สัดส่วนสูง + พึ่งพานำเข้าพลังงานเยอะ) ที่อาจจะเสี่ยงเจอ technical recession คล้ายกันในปี 20262027 มีใครบ้าง?

    ประเทศแรกเลย ก็คือ เม็กซิโก (คล้ายแคนาดามากที่สุด)

    เพราะมีการส่งออกไปสหรัฐฯ สัดส่วนสูงสุดในโลก (~80% ของการส่งออกทั้งหมด)มีทั้ง น้ำมันดิบ, ยานยนต์, ชิ้นส่วนรถยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังสหรัฐฯ

    แต่ที่เสี่ยงสูง เหตุผลหลักๆ ก็มาจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (Tariff) ก่อนหน้านี้ครับ

    ปัจจุบันเศรษฐกิจเม็กซิโกชะลอตัวชัดเจน และหลายสถาบันคาดว่าเสี่ยง technical recession ในปี 2026 สูงเช่นเดียวกับแคนาดา

    และอีกประเทศก็คือ ญี่ปุ่น ครับ

    ญี่ปุ่นพึ่งพานำเข้าพลังงานสูงมาก (เกือบ 99.7% ของน้ำมันและ LNG)
    แถม พอมองไปที่การส่งออก เก็ส่งออกไปสหรัฐฯสัดส่วนถึง 20% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลกและความผันผวนของเงินเยน
    เสี่ยง ดังนั้น ในแง่ technical recession มีความเสี่ยงปานกลางครับ โดยเฉพาะถ้าสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    อีกประเทศหนึ่งก็คือ เกาหลีใต้

    โดยเกาหลีใต้มีการส่งออกไปสหรัฐฯ สัดส่วนสูงและเพิ่มขึ้นเร็ว (โดยเฉพาะชิปและสินค้าเทคโนโลยี) แถมยังคล้ายญี่ปุ่นตรงที่พึ่งพานำเข้าพลังงานสูง (น้ำมันและ LNG จากตะวันออกกลาง)

    ปัจจุบันดัชนี Kospi ยังแข็งแกร่งมากๆ นำโดยหุ้น Samsung และ SK Hynix จากธีม AI แต่เศรษฐกิจพื้นฐานเสี่ยงชะลอตัวหากราคาพลังงานสูงต่อเนื่องทีเดียวครับ

    -------------------------------

    สงครามอาจจบเร็ว…

    แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่นักวิเคราะห์หลายคนเตือนตั้งแต่ก่อนหน้านี้ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และแคนาดา เป็นที่แรงที่เราเห็นวันนี้ครับ

    คุณคิดว่า ประเทศไหนจะเป็น “รายต่อไป” ที่เจอปัญหาแบบแคนาดา?

    หรือว่า ไม่หรอก คนอื่นจะรอดกันหมด เดี๋ยวไตรมาสหน้า แคนาดาก็กลับมาได้?

    โลกไม่ถึงกับล่มสลายหรอก ผมแค่อยากเตือนว่า "อย่าคิดว่าทุกอย่างจะราบรื่นหลังจากนี้" แค่นั้นหละ

    ส่วนไทยเราจะรอดจากคลื่นกระแทกนี้ได้มากน้อยแแค่ไหน ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

    Mr.Messenger รายงาน

    https://www.facebook.com/share/1CjUE6df6H/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,657
    ค่าพลัง:
    +97,153
    S&P 500 ทำ All-Time High (อีกแล้ว) ในขณะที่น้ำมันเบนซินสหรัฐฯ ยังแพง $4.55 ต่อแกลลอน

    ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,563 จุด ทำ All-Time High ใหม่ ชนะ 6 วันติดต่อกัน Nasdaq Composite +0.91% ที่ 26,917 จุด

    แต่น้ำมันเบนซินสหรัฐฯ เฉลี่ยทั้งประเทศยังอยู่ที่ $4.55 ต่อแกลลอน อยู่ในจุดที่สูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่สงครามเริ่มวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026

    2 ตัวเลขนี้บอกเรื่องเดียวกัน แต่จากมุมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และผมคิดว่าตลาดกำลังฉลองก่อนที่จะมีอะไรให้ฉลองจริงๆ

    คำถามมันก็วนกลับมาเรื่องเดิม คือ แล้วถ้าเรื่องที่จะให้ฉลองจริงๆมันไม่เกิดขึ้นละ? (รู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง Move On เป็นวงกลม 5555+)

    ----------------------------

    Iran MOU 60 วัน - ตกลงในหลักการ รอแค่ Trump เซ็น

    เมื่อวานนักเจรจาทั้งฝั่งสหรัฐญ และอิหร่าน แจ้งสื่อว่าตกลงกันได้ในหลักการสำหรับ MOU เพื่อขยายการหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน และเปิดโต๊ะเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านรอบใหม่

    เงื่อนไขหลักตามที่ CNBC และ Washington Post รายงาน คือ

    1. Strait of Hormuz จะถูก De-Mine (เก็บทุ่นระเบิด) และเปิดให้เรือสินค้าผ่านได้ฟรี - ไม่มี Toll Fee แล้วววว

    2. อิหร่านได้สิทธิ์ขายน้ำมันในตลาดโลกได้บางส่วน ภายใต้ Sanctions Waiver ชั่วคราว

    3. สหรัฐฯ ยุติปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกในรัศมี Hormuz ระหว่าง 60 วัน
    ทั้งสองฝ่ายนั่งเจรจาเรื่องนิวเคลียร์, ขีปนาวุธ และ Sanctions ถาวรในรอบถัดไป

    ผลคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent Crude ลงมาแตะ $93.71 ต่อบาร์เรล ลดลง 58 เซนต์หลังข่าวนี้ออกมา จากจุดสูงสุดของสงครามที่ $112

    .... นั่นคือ "ข่าวดี" ตามเวอร์ชันทางการ

    แต่ๆๆๆๆๆ ข้อเท็จจริงที่ยังอยู่คือ Trump ยังไม่ได้เซ็น MOU นี้ และช่องแคบฮอร์มุซก็ยังปิดอยู่

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือที่ CNBC ไปสัมภาษณ์บอกว่า แม้อิหร่านจะยอมถอนทุ่นระเบิดออกทันที กระบวนการ De-Mine ก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ไม่ใช่วัน และต้องมีเรือกวาดทุ่นระเบิดเฉพาะทางเข้าไปดำเนินการในน่านน้ำที่ยังเป็นพื้นที่ขัดแย้งอยู่

    สรุปคือ ตลาดน้ำมันรู้เรื่องนี้ครับ แต่เลือกที่จะเฉลิมฉลองล่วงหน้าก่อนครับ

    ----------------------------

    ดัชนี S&P 500 ATH - ใครเป็นคนพาดัชนีมาอยู่จุดนี้?

    ถ้าแยกส่วนประกอบของ S&P 500 ที่ 7,563 จุด จะเห็นว่าไม่ใช่ทุก sector ร่วมงานปาร์ตี้

    ตัวหลักที่ขับเคลื่อน:

    Tech / AI-adjacent stocks: Snowflake +38% วันเดียว (จาก Earnings Beat + $6B AWS Deal) ตามมาด้วย Nasdaq Composite +0.91%

    US Treasury Yield ร่วงทั้ง Curve กำลังบอกเราว่า นักลงทุนเชื่อ Iran Deal แล้วว่าเกิดขึ้นแน่นอน

    Dollar อ่อนเมื่อเทียบกับ G10 Currency ทุกสกุล คือ สัญญาณ Risk-On ชัดเจน

    แต่ดัชนี Dow Jones ขยับแค่ +0.05% ที่ 50,669 จุด - ช้ากว่า Nasdaq มาก

    ตัวที่ไม่ขยับไปด้วยกัน:

    New Home Sales สหรัฐฯ เดือนเมษายน ร่วง 11% เทียบปีก่อน

    ราคาน้ำมันเบนซินยังแตะ $4.55 ต่อแกลลอน ทั่วประเทศ

    Core PCE เงินเฟ้อ ประกาศออกมาอยู่ที่ 3.2% ยังสูงกว่าเป้า 2% ของ Fed อยู่

    Cumulative oil disruption ตั้งแต่เปิดสงครามรวมแล้วกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล

    ปู่ Buffett เคยพูดไว้ว่า "The stock market is not the economy" และผมว่า ปี 2026 นี้ มันชัดขึ้นกว่าเดิมมากครับ ตลาดหุ้นตอนนี้ไปหวังเรื่องของ AI, Iran Deal Optimism, และ Tech Earnings

    แต่ชีวิตจริงของผู้บริโภคอเมริกันยังเป็นเรื่องของน้ำมันแพงและดอกเบี้ยบ้านสูงที่กดยอดขายบ้านให้ติดลบ 11%

    ----------------------------

    มุมมองส่วนตัวของผมนะ

    ผมมองว่าที่ดัชนี S&P 500 ที่ ATH ตอนนี้กำลัง price in 3 สถานการณ์พร้อมกัน:

    1. Iran Deal สำเร็จ → น้ำมันลงต่อ → เงินเฟ้อลด → Warsh ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ย

    2. AI Spending ยังไม่หยุด → Earnings Season ยังดี → Multiples ยืนได้

    3. Bond Market เชื่อว่าเศรษฐกิจจะ Soft Land ได้ → ไม่มี Recession ในปีนี้

    ถ้าทั้ง 3 อย่างเกิดขึ้นจริง ตลาดไปต่อได้ แต่ไม่รู้สิ รู้สึกเหมือนผมไหมว่า ตรรกะของ "Hope Rally" มันเปราะบางมากๆเลย ถ้าสักข้อใดข้อหนึ่งสะดุด ตลาดที่ price in perfect จะ reprice เร็วและอาจกลับทิศได้ง่ายมากๆด้วย

    สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ Iran Deal ยังต้องรอลุงทรัมป์เซ็น แล้วลุงทรัมป์มีประวัติพลิกท่าทีเร็วมาก

    2 วันก่อนแกบอก "deal close" แล้วถอยทันที และที่น่ากังวลกว่าคือ ในขณะที่นักเจรจากำลังจับมือกันอยู่ กองทัพสหรัฐฯ ก็ยังยิงเป้าหมายใกล้ Hormuz อยู่ด้วย

    ถ้าทรัมป์ไม่เซ็นหรือออกมาพูดขัดภายใน 48 ชั่วโมง ตลาดที่ขึ้นมา 6 วันติดอาจ correct กลับ 2-3% ได้เหมือนกัน แต่จะมองว่าเป็นมันเป็นแค่ Noise แล้วสุดท้าย ยังไงๆ ทรัมป์ มี incentive ที่จะเซ็นมากๆอยู่แล้ว มองแบบนี้ก็ได้

    อีกเรื่องคือ กระบวนการเคลียร์ทุ่นระเบิดในน่านน้ำตรงฮอร์มูซ ต้องใช้เวลาหลายเดือน ตลาดกำลัง price in น้ำมันที่จะลงเร็วกว่าความเป็นจริงนะ

    สุดท้าย Kevin Warsh ยังเป็น Wildcard เพราะแม้ Iran Deal ช่วยลดเงินเฟ้อพลังงาน แต่ Core Services Inflation ยังอยู่ที่ 3.2%

    Kevin Warsh ในฐานะ Fed Chair ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ถ้าเขาส่งสัญญาณ Hawkish ใน FOMC รอบมิถุนายน - ปาร์ตี้ ATH อาจจบเร็วกว่าที่ใครคาดไว้

    ผมไม่ได้บอกให้ขายทุกอย่าง แต่ถ้าถือ Growth Stocks หนัก ช่วงนี้อาจเป็นโอกาสดี rebalance บางส่วนออกมาเป็น Defensive หรือ Commodity เป็น hedge ไว้ก่อน เพราะ upside ที่เหลือจาก "Hope" มีน้อยลง

    รอเวลาพิสูจน์ครับ

    Mr.Messenger รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1D2W27bLiU/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,657
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่ใช่สันติภาพ, แต่เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง — เจาะลึกทำไมสหรัฐอเมริกาถึงต้องการเวลา 60 วันในเกมยื้ออิหร่าน

    มีกระแสข่าวเปิดเผยออกมาในวันนี้ว่า คณะผู้เจรจาของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงในร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 60 วัน ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานชั่วคราวสำหรับการลดระดับความรุนแรงรอบๆช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเจรจาในวงกว้างต่อไป อย่างไรก็ดีนี่เป็นรายงานข่าวจาก Axios ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในเรื่องการกุเรื่องและการรายงานข่าวที่บิดเบือนอยู่บ่อยครั้ง โดยทางพอร์ทัลข่าวระบุว่าเอกสารดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย

    แน่นอนว่าเราคงไม่ด่วนสรุปแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินไป และต้องบันทึกไว้ว่า เพียงแค่การปรากฏขึ้นของร่างข้อตกลงนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ขั้นต่ำที่สุดสำหรับการพักรบในความขัดแย้งครั้งนี้

    ประเด็นสำคัญของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้คือ การฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยตามเนื้อหาในร่างข้อตกลง อิหร่านจะต้องรับประกันว่าจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาจะค่อยๆทยอยยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลเมื่อการสัญจรที่ปลอดภัยของเรือกลับคืนมา เอกสารยังระบุอีกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซควรจะเปลี่ยนเป็นแบบ "ไม่จำกัด" ซึ่งหมายถึงการไม่มีอุปสรรคเพิ่มเติม, ไม่มีภัยคุกคาม, หรือไม่มีข้อจำกัดใดๆต่อการจราจรทางเรือพาณิชย์

    อย่างไรก็ตามตามรายงานของ Axios ระบุว่า หมวดเศรษฐกิจในเอกสารฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่การยอมอ่อนข้อในทันทีจากทางฝั่งวอชิงตัน แต่เป็นเพียงคำมั่นสัญญาที่จะเริ่มต้นเปิดฉากหารือเกี่ยวกับมาตรการที่ครอบคลุมมากขึ้นเท่านั้น โดยสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะพิจารณาเรื่องการปลดล็อกการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านและการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ในขณะที่อิหร่านจะต้องยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาในประเด็นนิวเคลียร์ รวมถึงคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและชะตากรรมของคลังสะสมที่มีอยู่แล้ว พูดอีกอย่างก็คือ สิ่งนี้ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่เต็มรูปแบบ แต่เป็นเพียงกลไกชั่วคราวเท่านั้น: ขั้นแรกคือการรักษาเสถียรภาพในช่องแคบฮอร์มุซ จากนั้นจึงตามด้วยการเจรจาเรื่องมาตรการคว่ำบาตร, ทรัพย์สิน, และโครงการนิวเคลียร์

    ⏳ เกมซื้อเวลาของวอชิงตัน: พักรบเพื่อเติมกระสุนและจัดระเบียบคลังแสง
    ในมุมมองทางการเมือง บันทึกความเข้าใจฉบับนี้สามารถมองได้ว่าเป็นความพยายามของวอชิงตันในการซื้อเวลา ในหน้าฉากสหรัฐอเมริกากำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความตั้งใจที่จะหันมาใช้กระบวนการทางการทูต, ลดความตึงเครียด, และฟื้นฟูการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในทางปฏิบัติการพักรบเป็นเวลา 60 วันนี้ช่วยเปิดทางให้ฝั่งอเมริกามีช่องว่างในการปรับกำลังพลใหม่, ประเมินสถานะของคลังแสงยุทโธปกรณ์, ฟื้นฟูระบบโลจิสติกส์, และปรับแต่งสถานการณ์จำลองสำหรับการกดดันอิหร่านในขั้นต่อไป

    สิ่งนี้ยังถูกสะท้อนผ่านการหารือภายในชุมชนผู้เชี่ยวชาญของอเมริกาเช่นกัน บรรดานักวิเคราะห์จากสถาบันคลังสมองชั้นนำของสหรัฐอเมริกาตั้งข้อสังเกตว่า สงครามกับอิหร่านได้สร้างความตึงเครียดอย่างรุนแรงต่อคลังสำรองยุทโธปกรณ์หลักของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันขีปนาวุธ รวมถึงสินทรัพย์โจมตีอีกจำนวนหนึ่ง ในขณะเดียวกันมีการเน้นย้ำถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญว่า: สหรัฐอเมริกายังคงรักษาขีดความสามารถในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านต่อไปได้ แต่ความเสี่ยงหลักในเวลานี้คือการลดลงอย่างน่าใจหายของคลังอาวุธสำหรับรองรับวิกฤตการณ์ในอนาคตและสมรภูมิอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของจีน, ไต้หวัน, และยูเครน

    ️ กลยุทธ์สับขาหลอก: การทูตบังหน้าและทางตันที่ไร้หลักประกัน
    ดังนั้นบันทึกความเข้าใจ 60 วันนี้จึงสร้างความได้เปรียบให้แก่วอชิงตัน ไม่ใช่แค่ในฐานะช่วงเวลาพักเบรกทางการทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินกลยุทธ์ทางยุทธศาสตร์อีกด้วย ฝั่งอเมริกาสามารถนำเสนอสิ่งนี้ต่อประชาคมโลกในฐานะเส้นทางสู่การลดความตึงเครียด แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็กำลังกอบโกยเวลาในการฟื้นฟูขีดความสามารถทางการทหารบางส่วน, จัดสรรทรัพยากรใหม่, และเตรียมความพร้อมสำหรับเฟสการกดดันระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้น พูดง่ายๆก็คือ หากการเจรจาในช่วงสองเดือนนี้ล้มเหลวและไม่เกิดผลลัพธ์ สหรัฐอเมริกาก็จะสามารถอ้างได้ทันทีว่าพวกเขาได้หยิบยื่นโอกาสทางการทูตให้แล้ว แต่อิหร่านกลับล้มเหลวที่จะไขว่คว้ามันไว้เอง

    ยิ่งไปกว่านั้น Trump ได้ออกมาแถลงย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเขาไม่พอใจกับสถานการณ์ที่อิหร่านจะได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา เพียงเพื่อแลกกับการส่งมอบคลังสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของตนเอง และที่สำคัญคือ ทางฝั่งอเมริกาก็ไม่ได้มีการเสนอหนังสือค้ำประกันเป็นลายลักษณ์อักษรใดๆให้แก่เตหะรานเลย (ต่อให้เราสมมติว่าอิหร่านยอมถอนโครงการนิวเคลียร์ของตนเองไปแล้วก็ตาม) ในเรื่องของการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างถาวร

    Insight: อย่าได้หลงกลภาพมายาทางการทูต 60 วันนี้เด็ดขาด เพราะนี่ไม่ใช่แผนการสันติภาพ แต่มันคือ "การขอเวลานอก" ของนักเลงโตที่กำลังกระสุนหมด สหรัฐอเมริกาในยุคของ Trump กำลังเจอปัญหาหนักอกจากการตระเวนจุดไฟสงครามไปทั่วโลก ทั้งป้อนอาวุธให้ยูเครน เตรียมรบกับจีนในประเด็นไต้หวัน และการเปิดศึกขนาดย่อมกับอิหร่าน จนคลังขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศเริ่มร่อยหรอ การทำ MOU ชั่วคราวนี้จึงเป็นแค่หมากกลอุบายเพื่อดึงจัดระเบียบโลจิสติกส์ใหม่ โดยที่อิหร่านไม่ได้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอะไรเลย เพราะอเมริกาไม่มีใบรับประกันว่าจะเลิกคว่ำบาตรอย่างจริงจัง หากพ้นกำหนด 60 วันนี้ไปแล้วเตหะรานไม่ยอมสยบ ยุทธศาสตร์กดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ของพญาอินทรีก็จะกลับมาเปิดฉากถล่มรอบใหม่ โดยอ้างว่าให้โอกาสทางการทูตไปแล้วตามระเบียบ!

    ❗ สรุป: ร่างบันทึกความเข้าใจ 60 วันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เพื่อลดความตึงเครียดและเปิดทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่แท้จริง แต่เป็นกลยุทธ์ของวอชิงตันในการซื้อเวลาเพื่อฟื้นฟูคลังแสงยุทโธปกรณ์ที่กำลังร่อยหรอจากการสนับสนุนสมรภูมิยูเครนและเตรียมรับมือจีนในไต้หวัน โดยที่อิหร่านไม่ได้รับหลักประกันเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

    30/05/2026

    #ZFrontier #IranUSMOU #StraitOfHormuz #AxiosReport #TrumpMaximumPressure #MilitaryStockpile #ChinaTaiwanCrisis #UkraineWar #MiddleEastGeopolitics #SanctionsRelief #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1bWFLLSRgB/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,657
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เอาจริง ๆ ตอนนี้กองทัพสหรัฐฯ ขนทั้งโดรนใต้น้ำ หุ่นยนต์ แล้วก็ส่งเครื่องบินทั้งแบบมีคนขับและไร้คนขับ บินว่อนส่องกันให้ควั่กในช่องแคบฮอร์มุซ แต่สำนักข่าว NBC ไปสืบมาจากสายในที่เป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บอกว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่เจอหลักฐานจะ ๆ เลยนะว่าอิหร่านแอบมาวางทุ่นระเบิดไว้จริง ๆ

    อารมณ์แบบ... เออ ส่องไปเจอนวัตกรรมหรือวัตถุบางอย่างที่หน้าตาคล้าย ๆ ทุ่นระเบิดอยู่บ้างแหละ แต่ยังไม่มีอันไหนที่ฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นของจริงเลย

    ย้อนกลับไปตอนแรก สายสืบสหรัฐฯ (CIA/หน่วยกรอง) ปักใจเชื่อมากว่าอิหร่านต้องแอบมาหย่อนทุ่นระเบิดไว้ตรงฝั่งใต้ของช่องแคบ ตั้งแต่ก่อนหรือช่วงเริ่มเปิดฉากสงครามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์นู่นแล้ว

    พอไม่มีหลักฐาน มันเลยกลายเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ ทันที โดยเฉพาะตอนนี้ที่สงครามลากยาวเข้าเดือนที่ 4 แล้ว แถมก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์กับพวกบิ๊ก ๆ ในรัฐบาลก็ออกมาขู่ เรื่องทุ่นระเบิดอิหร่านอยู่เรื่อย ๆ แต่ตัดภาพมาตอนนี้... หลักฐานยังหาไม่เจอซักชิ้น

    เรื่องนี้เลยยิ่งทำให้คนเริ่มงงและสับสนกันใหญ่ว่า ตกลงไอ้ภัยคุกคามในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกเนี่ย มันมีจริงอย่างทรัมป์ว่า หรือโดนเปอร์เซียต้มเข้าให้

    #ข่าวต่างประเทศ #เล่าข่าว #ประเด็นร้อน #สรุปข่าว #OrbitWire #hotnews #GlobalConflict #Geopolitics

    https://www.facebook.com/share/1D7uSDMSj2/
     

แชร์หน้านี้

Loading...